ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอ: ใช้ AI แต่ได้คำตอบไม่ตรงใจ หลายธุรกิจเริ่มใช้ AI แต่กลับรู้สึกว่า “ไม่ฉลาดอย่างที่คิด” ความจริงไม่ใช่เพราะ AI ไม่เก่ง แต่เพราะ Prompt ไม่ชัด ทำให้เสียเวลา เสียโอกาส และบางครั้งเสียเงินโดยไม่จำเป็น ถ้าคุณอยากให้ AI ทำงานเหมือนที่ปรึกษาธุรกิจ ไม่ใช่เด็กฝึกงาน บทความนี้คือคำตอบ
เลือกหัวข้ออ่าน
Toggle5 เทคนิค การเขียน Prompt ให้ AI
เทคนิคที่ 1: ชัดเจนก่อน ค่อยฉลาดทีหลัง
AI ไม่เดาใจคุณ การเขียน Prompt กว้าง ๆ จะได้คำตอบกลาง ๆ ธุรกิจที่ใช้ AI คุ้ม มักระบุขอบเขตชัด เช่น จำนวนคำ กลุ่มเป้าหมาย และผลลัพธ์ที่ต้องการ ยิ่งคุณชัด AI ยิ่งทำงานได้คุ้ม เหมือนบรีฟงานให้ทีมมืออาชีพ
.
เทคนิคที่ 2: บริบทคือเงินที่คุณประหยัดได้
การให้ Context เปรียบเหมือนเล่าโจทย์ธุรกิจให้ที่ปรึกษาฟัง ถ้าคุณบอกแค่ว่า “ช่วยเขียน” AI จะทำแบบทั่วไป แต่ถ้าบอกว่าใช้ในธุรกิจอะไร กลุ่มลูกค้าแบบไหน น้ำเสียงระดับใด คุณจะลดการแก้งานซ้ำ และประหยัดเวลาได้จริง
.
เทคนิคที่ 3: ตัวอย่างคือทางลัดของคุณภาพ
Few-shot หรือการให้ตัวอย่าง คือวิธีสอน AI ให้เข้าใจมาตรฐานงานของคุณ ไม่ต้องอธิบายยาว แค่ยกตัวอย่างที่ “ดี” AI จะเลียนแบบโครงสร้าง น้ำเสียง และคุณภาพทันที เหมาะมากกับงาน Content, Ads และ Sales Script
.
เทคนิคที่ 4: ใส่บทบาทให้ AI คิดแบบมืออาชีพ
แทนที่จะสั่ง AI แบบผู้ใช้งานทั่วไป ลองกำหนด Persona เช่น นักการตลาด ที่ปรึกษาธุรกิจ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง วิธีนี้ทำให้คำตอบลึกขึ้น ใช้งานได้จริง และลดต้นทุนการจ้างผู้เชี่ยวชาญบางส่วนในชีวิตจริง
.
เทคนิคที่ 5: บอกฟอร์แมต = คุมต้นทุนความผิดพลาด
หลายคนเสียเวลาจัดรูปแบบใหม่ เพราะไม่บอกตั้งแต่แรกว่าจะเอาผลลัพธ์แบบไหน ตาราง รายการ Bullet หรือ Step-by-step การกำหนดรูปแบบตั้งแต่ Prompt แรก ช่วยให้ AI ส่งงานที่พร้อมใช้ ลดเวลาปรับแก้ และประหยัดค่าแรงแฝง
.
Framework 1: R-T-F (Role – Task – Format)
Role–Task–Format คือโครงสร้างที่ง่ายแต่ทรงพลัง เหมาะกับผู้เริ่มต้นและผู้บริหารที่ต้องการผลลัพธ์เร็ว คุณเพียงบอกว่า AI คือใคร ต้องทำอะไร และส่งงานแบบไหน ก็สามารถใช้ AI แทนทีมย่อย ๆ ได้ทันที
ตัวอย่างที่ 1: Content การตลาด
Prompt:
คุณคือ นักการตลาดออนไลน์
งานของคุณคือ เขียนโพสต์ Facebook แนะนำบริการที่ปรึกษาธุรกิจสำหรับ SME
รูปแบบผลลัพธ์เป็น บทความ 120 คำ น้ำเสียงเป็นกันเอง มี Call to Action ชวนทักแชท
ตัวอย่างที่ 2: งานขาย
Prompt:
คุณคือ Sales Consultant
งานของคุณคือ เขียนสคริปต์ปิดการขายผ่าน LINE OA สำหรับคอร์ส AI สำหรับผู้บริหาร
รูปแบบผลลัพธ์เป็น บทสนทนา 5 ข้อความ สั้น กระชับ ไม่ขายตรงเกินไป
ตัวอย่างที่ 3: งานวิเคราะห์
Prompt:
คุณคือ ที่ปรึกษาธุรกิจ
งานของคุณคือ วิเคราะห์ปัญหาที่เจ้าของร้านอาหารมักเจอในการทำการตลาดออนไลน์
รูปแบบผลลัพธ์เป็น Bullet 5 ข้อ พร้อมแนวทางแก้ไขแต่ละข้อ
.
Framework ที่ 2: C-R-E-S-T
Framework นี้เหมาะกับงานที่มีข้อจำกัด เช่น ฝ่ายขาย การตลาด หรือกลยุทธ์องค์กร การใส่ Context และ Constraint ทำให้ AI ไม่หลุดกรอบ และได้คำตอบที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากคำแนะนำที่ดูดีแต่ใช้ไม่ได้
ตัวอย่างที่ 1: ฝ่ายขาย
Prompt:
Context: ลูกค้าเป็น SME ที่ยอดขายตกจาก Ads
Role: คุณคือที่ปรึกษาการตลาด
Constraint: อธิบายไม่เกิน 5 ข้อ ห้ามใช้ศัพท์เทคนิค
Task: วิเคราะห์สาเหตุและแนวทางแก้
Tone: จริงใจ เข้าใจผู้ประกอบการ
ตัวอย่างที่ 2: HR / องค์กร
Prompt:
Context: บริษัทกำลังเริ่มโครงการ AI Transformation
Role: คุณคือที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงองค์กร
Constraint: ใช้ภาษาง่าย เหมาะกับพนักงานทั่วไป
Task: อธิบายว่า AI จะช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นอย่างไร
Tone: ให้กำลังใจ ไม่กดดัน
ตัวอย่างที่ 3: การตลาดเชิงกลยุทธ์
Prompt:
Context: แบรนด์ใหม่ งบจำกัด ต้องการสร้างการรับรู้
Role: คุณคือ Brand Strategist
Constraint: ไม่พูดถึงการยิงโฆษณา
Task: เสนอแนวทางสร้างแบรนด์ผ่าน Content
Tone: มืออาชีพ แต่เข้าใจง่าย
.
Framework ที่ 3: P-A-R-I
ไม่ต้องคาดหวังคำตอบสมบูรณ์ในครั้งเดียว Framework นี้สอนให้ใช้ AI แบบปรับปรุงเป็นรอบ ๆ เหมือนทำงานกับที่ปรึกษา ทำให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ ประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ
ตัวอย่างที่ 1: สร้าง Content คุณภาพ
Prompt:
Prime: เป้าหมายคือสร้างโพสต์ที่ทำให้เจ้าของธุรกิจรู้สึกว่า AI ช่วยประหยัดเงินได้
Action: เขียนโพสต์ Facebook 1 เรื่อง
Refine: ปรับให้น้ำเสียงเหมือนที่ปรึกษา ไม่ใช่คนขาย
Iterate: เสนออีก 2 เวอร์ชันที่ต่างกัน
ตัวอย่างที่ 2: ออกแบบ Offer
Prompt:
Prime: เป้าหมายคือสร้าง Offer ที่ขายได้โดยไม่ต้องลดราคา
Action: เสนอ Offer สำหรับคอร์ส AI
Refine: เพิ่มเหตุผลเชิงจิตวิทยาที่ทำให้คนตัดสินใจเร็ว
Iterate: ปรับ Offer ให้เหมาะกับ SME และองค์กร
ตัวอย่างที่ 3: วางกลยุทธ์ธุรกิจ
Prompt:
Prime: ต้องการไอเดียเพิ่มรายได้โดยใช้ AI
Action: เสนอโมเดลธุรกิจ 1 แบบ
Refine: ปรับให้เริ่มต้นได้ภายใน 30 วัน
Iterate: เสนออีก 2 โมเดลที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า
.
สรุป: คนที่เขียน Prompt เก่ง คือคนที่ใช้ AI คุ้มกว่า
AI ไม่ได้ทำให้ทุกคนได้เปรียบ แต่คนที่เข้าใจวิธีสื่อสารกับ AI จะได้เปรียบเสมอ หากคุณใช้ 5 เทคนิค และ 3 Framework นี้เป็นนิสัย คุณจะลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพงาน และใช้ AI ได้เหมือนมีที่ปรึกษาธุรกิจส่วนตัวตลอดเวลา


