AI เปลี่ยนโลกธุรกิจสู่ความยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์จาก 4 บริษัทยักษ์ใหญ่

AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพความโปร่งใส ความสามารถในการติดตาม และการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ของห่วงโซ่อุปทาน ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีจริยธรรม

1. Stella McCartney และ Google

ผู้แข่งขันในอุตสาหกรรมแฟชั่นหลายรายได้ร่วมมือกับ Google รวมถึง Stella McCartney ร่วมกันพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลและการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อช่วยให้มองเห็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของห่วงโซ่อุปทานได้อย่างชัดเจน ช่วยให้แบรนด์แฟชั่นเลือกใช้วัตถุดิบและเทคนิคการผลิตที่ยั่งยืนได้

2. Starbucks

Starbucks แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดหาเมล็ดกาแฟที่ผลิตอย่างยั่งยืน โดยใช้ AI และ blockchain เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถติดตามต้นกำเนิดของกาแฟได้ ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถตรวจสอบต้นกำเนิดของกาแฟได้ เพื่อให้มั่นใจว่ากาแฟนั้นมาจากแหล่งที่ยั่งยืน และเกษตรกรได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรม

3. Unilever

Unilever ใช้การติดตามจากดาวเทียม AI และข้อมูลภูมิศาสตร์ในการติดตามปาล์มน้ำมันของตนเองที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อรับมือกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปาล์มน้ำมัน  เทคโนโลยีนี้แจ้งเตือนความเสี่ยงในการตัดไม้ทำลายป่าแบบเรียลไทม์ เพื่อให้บริษัทตัดสินใจได้อย่างยั่งยืน

4. Walmart

Walmart ได้นำระบบ AI และ Blockchain มาใช้เพื่อติดตามต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์อาหารในร้านค้าของตน นอกเหนือจากการรับรองความปลอดภัยของอาหารแล้ว ระบบนี้ยังช่วยให้ Walmart ระบุซัพพลายเออร์ที่ยั่งยืนและให้ความสำคัญกับธุรกิจของตนเองได้

AI มีศักยภาพที่จะปฏิวัติการดำเนินงานห่วงโซ่อุปทาน แต่สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักและพิจารณาถึงความท้าทายของ AI อย่างรอบคอบ การวางแผนที่มีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง และการประเมินผลเป็นระยะๆ สามารถช่วยลดความท้าทายเหล่านี้ และรับประกันว่าการนำ AI มาใช้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

บทความที่เกี่ยวข้อง